วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ลีลาศ

           โดย นางสาวเทียนทิพย์ โฉลกคงถาวร ม.6/2 เลขที่ 12





 ความหมายของลีลาศ

     คำว่า“ลีลาศ” หรือ “เต้นรำ” มีความหมายเหมือนกัน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานปีพุทธศักราช 2525 ได้ให้ความหมายดังนี้ ลีลาศ แปลว่า ท่าทางอันงดงามการเยื้องกราย เป็นกิริยาแปลว่า เยื้องกรายเดิน นวยนาดเต้นรำ เคลื่อนที่ไปโดยมีระยะก้าวตามกำหนด  ให้เข้ากับจังหวะดนตรี  ซึ่งเรียกว่า  ลีลาศ  โดยปกติจะนิยมเต้นเป็นคู่ชายหญิง คำว่าลีลาศตรงกับภาษาอังกฤษว่า  “Ballroom  Dancing”  หมายถึง  การเต้นรำของคู่ชายหญิงตามจังหวะดนตรีที่มีแบบอย่างและลวดลายการเต้นเฉพาะตัว
ลีลาศ   เป็นกิจกรรมเข้าจังหวะประเภทหนึ่งที่แสดงออกอย่าง
               มีศิลปะ โดยเน้นการใช้เท้าเป็นหลักและร่างกายส่วนอื่นๆ 
               เป็นรอง เคลื่อนไหวให้เข้ากับจังหวะดนตรี เป็นกิจกรรมทาง
              สังคมที่นอกจากจะเป็นการออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายแข็ง
              แรงสมบูรณ์แล้วยังก่อให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน 
              ทำให้มีชีวิตชีวาช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดทั้งทางร่างกาย
                                                                และจิตใจได้เป็นอย่างดี
ลีลาศ   เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนสุนทรียภาพ ประกอบด้วย 
              เทคนิคและลีลาอันชวนให้เพลิดเพลิน มีชีวิตชีวา เราจะพบว่าในงานรื่นเริงสังสรรค์ หรือ 
              งานมงคลต่างๆ จะมีลีลาศเป็นสิ่งเชื่อมโยงงานนั้นๆให้ต่อเนื่องทำให้ผู้ร่วมงานได้มีโอกาส
              ผ่อนคลายอารมณ์สนุกสนานร่วมกัน
ลีลาศ   เป็นศิลปะสากลที่ทั่วโลกนิยม และยอมรับเข้าสู่สังคมทุกวงการ เป็นศาสตร์และศิลป์ 
               ที่นอกจากทำให้คนเราได้ผ่อนคลายอารมณ์และได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้วยัง
               ได้รับประโยชน์ด้านสุขภาพด้วย เป็นกีฬาที่ทำให้ได้ออกกำลังกายและได้รับความบันเทิง
               ทางจิตใจควบคู่กันไป และไม่มีศิลปะประเภทใดจะสามารถให้เราสัมผัสได้ทั้งทางหู 
               ทางตาและทางกายพร้อมๆ กันได้เท่าลีลาศ

ประวัติความเป็นมาของลีลาศ 

     การเต้นรำในแบบฉบับที่ปัจจุบันเรียกว่า “ลีลาศ” นี้มีพัฒนาการที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับการเต้นรำพื้นเมืองและการเต้นบัลเล่ต์เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในที่นี้จะแบ่งพัฒนาการของการเต้นรำออกเป็น 2 สมัย คือ สมัยเก่า และสมัยใหม่

                                                                           สมัยเก่า

     นับแต่มีมนุษย์เกิดขึ้น ความต้องการที่จะเต้นรำก็ปรากฏขึ้นเป็นหนึ่งสัญชาตญาณของมนุษย์แล้ว ถึงกับกล่าวกันว่า 
                               “การเต้นรำนั้นเก่าแก่และมีมาก่อนสิ่งอื่นใด ยกเว้นการดื่มกิน และความรัก” 
     เป็นความจริงที่ว่า อารมณ์เป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหวขึ้นและความต้องการอันเก่าแก่นี้ก็ยังคงมีอยู่ตลอดมาไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าอารยธรรมความเจริญและสภาวะแวดล้อมต่างๆ ได้สอนให้มนุษย์รู้จักระงับยับยั้งความต้องการตามธรรมชาติก็ตาม เมื่อจังหวะดนตรีได้ผสมผสานเข้ากับการเคลื่อนไหวร่างกายแล้ว การเต้นรำจึงได้เกิดขึ้น สรุปได้ว่า อารมณ์และจังหวะดนตรีทำให้เกิดการเต้นรำขึ้น
     เมื่อกาลเวลาผ่านไป ภาษาได้รับการพัฒนาขึ้น เช่นเดียวกับความต้องการและความจำเป็นในการใช้แบบของการเต้นรำพื้นเมืองอย่างง่ายๆ ซึ่งรู้จักกันดีในประวัติศาสตร์สมัยยุคมืด (Dark Ages) ดังที่นายเปรูจินี (Perugini) ได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ “การแสดงเต้นรำและบัลเล่ย์” (Pageant of the Dance and Ballet) ว่าตลอดช่วงก่อนยุคมืดหรือยุคกลาง เราจะพบการเต้นรำได้ในทุกประเทศในรูปแบบของการเต้นรำพื้นเมืองตามประเพณี หรือการเต้นรำประจำชาติ นอกจากนี้การเต้นรำยังเป็นลักษณะสำคัญของวันในพิธีทางศาสนา โดยเฉพาะในประเทศอิตาลี ฝรั่งเศส และอังกฤษ การเต้นรำที่ปรากฏขึ้นในช่วงระยะเวลาอันยาวนานนี้ เริ่มจากช่วงต้นคริสต์ศักราชจนถึงศตวรรษที่ 14
     
     ในศตวรรษที่ 15 เริ่มมีการพบหลักฐานข้อมูลหรือบันทึกและการบอกเล่าต่างๆ ที่น่าเชื่อถือได้และยืนยันได้ของการเต้นรำในสมัยนั้นว่า ความเจริญก้าวหน้าของการเต้นรำในสมัยนั้นขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ว่าจะอนุญาตหรือคัดค้านห้ามปราม 

      เราทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเต้นรำแบบบอลรูมในยุคแรกๆ เมื่อตอนปลายศตวรรษที่ 16 จากนักบวชชื่อ เจฮัน ตาบูโรท์ (Jehan Tabourot) ผู้ที่ใช้นามปากกาว่า ตัวโน อาร์โบ (Thoinot Arbeau) ในหนังสือชื่อ “ออคิโซกราฟี” (Orchesograhie) ที่ครูสอนเต้นรำทุกคนรู้จักกันดี พิมพ์ในปี ค.ศ.1588 และมี ซีริล โบมองต์ (Cyril Beaumont) แปลเป็นภาษาอังกฤษ ตัวอาร์โบมีชีวิตอยู่ในช่วงที่การเต้นรำแบบ “บรองเล่” (Branle) ซึ่งมีชีวิตชีวาและเป็นที่น่าสังเกตว่าแต่ละท้องถิ่นมีแบบในการเต้นบรองเล่เป็นของตัวเอง 
โดยเฉพาะ...
กัลลิยาร์ด
    - การเต้นบรองเล่แบบ “กาวอตเต้” (Gavotte) ซึ่งอาร์โบบรรยาย
      ไว้ว่าเป็นการเต้นบรองเล่ของชาวโปรวองซ์ (Provence) ซึ่งมีต้น
      กำเนิดจากพวกแก๊ป (Gap) 
    - การเต้นบรองเล่ของชาวปัวตูเรียกว่า “ มินูเอ ” (Minuet) 
    - การเต้นรำแบบอื่นๆที่อาร์โบบรรยายไว้ก็คือ “ปาวาเน” (Pavane) 
    - “กัลลิยาร์ด” (Galliarde) ซึ่งเช็กสเปียร์ (Shakespeare) เรียกว่า
       “แซงปาส” (Cinque Pace) เนื่องจากประกอบด้วยการเคลื่อนไหว
       5 ก้าว

     แม้ว่าอาร์โบได้เขียนเทคนิคต่างๆ ไว้แล้ว แต่การพัฒนากลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งถึงกลางศตวรรษที่ 17 การเต้นรำจึงมีรูปแบบที่แน่นอนขึ้น หลังจากที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส (Louis XIV) ได้ก่อตั้ง ราชบัณฑิตยสภาการดนตรีและการเต้นรำขึ้น (Acade Mie Royale de Musique et de Danse) โดยบรรดาสมาชิกราชบัณฑิตสภาฯ ได้กำหนดตำแหน่งการวางเท้าทั้ง 5 ก้าวในการเต้นรำแบบ “แซงปาส” ในขณะเดียวกันก็ได้มีการกำหนดกฎระเบียบที่เคร่งครัดในการเต้นรำทุกประเภทขึ้นเป็นครั้งแรก ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงความรุ่งเรืองของการเต้นรำแบบมินูเอ และกาวอตเต้ มินูเอซึ่งเดิมเป็นการเต้นรำพื้นเมืองของชาวปัวตู ได้เข้ามาในปารีส ปีค.ศ.1650 และต่อมาได้มีการใส่ทำนองดนตรีโดย หลุยลิ (Lulli) และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงนำมาใช้เต้นรำในที่สาธารณชน จึงอาจกล่าวได้ว่าได้มีการควบคุมการเต้นรำแบบบอลรูมตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งสิ้นสุดศตวรรษที่ 18

                                                                     สมัยใหม่

เต้นรำจังหวะวอลทซ์ในเวียนนา, ออสเตรียในช่วงปลายปี 1800

     การเต้นรำที่จัดอยู่ในช่วงสมัยใหม่นั้นมีมานานเกือบสองศตวรรษแล้ว กล่าวคือเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.1812 เมื่อมีการนำการจับคู่เต้นรำแบบใหม่คือ ชายจับมือและโอบเอวของคู่เต้นรำ (Modern hold) มาใช้กับการนำการจับคู่เต้นรำจังหวะวอลทซ์ (Waltz) ซึ่งในขณะนั้นได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายศาสนจักร

     มีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับกำเนิดของการเต้นรำจังหวะวอลทซ์ คือ ชาวฝรั่งเศสเชื่อว่ากำเนิดของวอลทซ์มาจากการเต้น "วอลต้า" (Volta) ซึ่งเป็นการเต้นรำแบบหมุนตัวสามครั้งที่เข้ามาในเมืองโปรวองซ์ (Provence) จากประเทศอิตาลี ก่อนที่อาร์โบจะเขียนหนังสือชื่อ "อาคิโซกราฟี่" และเช็กสเปียร์ได้กล่าวถึงการเต้นรำแบบวอลต้าว่าเป็นการเต้นรำที่ผู้ชายจะเหวี่ยงคู่เต้นรำไป รอบๆ เรียกว่า "โซมาเจอร์" (Saut Major) ซึ่งพระนางแมรี่แห่งสก็อตแลนด์ และพระราชินีเอลิซาเบธ (Elizabeth 1) แห่งอังกฤษทรงโปรดปรานมาก 

    แต่ในปัจจุบันเชื่อกันว่ากำเนิดของวอลทซ์น่าจะมาจากดินแดนทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี ในราวปี ค.ศ.1780 ซึ่งโทมัส วิลสัน (Thomas Wilson) ครูสอนเต้นรำชาวอังกฤษแห่งโรงละครคิงส์ (King's Theater) ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับการเต้นรำจังหวะวอลทซ์ไว้ในหนังสือชื่อ "วอลทซ์ซิ่ง" (Waltzing) ซึ่งพิมพ์ในปี 1816 ไว้ว่า "วอลทซ์เป็นการเต้นรำชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนินจากชาวเยอรมัน เป็นที่รู้จักกันครั้งแรกในแคว้น สวาเบีย (Swabia) ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าแคว้นของประเทศเยอรมนี และได้แพร่หลายไปยังแคว้นใกล้เคียงอื่นๆ หลังจากนั้นจึงแพร่หลายไปทั่วยุโรป ซึ่งลักษณะท่าทางการเต้นรำส่วนใหญ่ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเท่านั้น ยังมีการเพิ่มเติมหลักการต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้เพื่อให้เป็นการเต้นรำที่ทันสมัยที่สุดแบบหนึ่ง

     เมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 18 เข้าสู่ศตวรรษที่ 19 รูปแบบการเต้นรำจังหวะวอลทซ์เป็นการเต้นตามทำนอง 3-8 ซึ่ง
ค่อนข้างเป็นการเต้นรำแบบชุด (Set Dance) โดยคู่เต้นรำยืนเป็นวงกลมรอบห้องจับมือกันไว้ การเต้นจะประกอบด้วยลวดลายต่างๆ กันหลายลวดลาย ดังหลักฐานภาพวาดการเต้นซึ่งวาดโดย โทมัส โรว์แลนด์สัน (Thomas Rowlandson) ในหนังสือของวิลสันที่พิมพ์ในปี ค.ศ.1806

หนังสืออินวิเทชั่นอาลาวัลส์ (Invitation À la Valse)  
     ประมาณปี ค.ศ.1812 การเต้นรำจังหวะวอลทซ์ที่มีการจับคู่แบบใหม่ก็ฝังรากลึกลงในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ คาร์ล มาเรีย ฟอน เวเบอร์ (Carl Maria Von Weber) ผู้ประพันธ์เพลง "แดร์ ไฟรชิทซ์" และ "โอเบอรอง" ได้เขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงมากคือ "อินวิเทชั่นอาลาวัลส์" (Invitation À la Valse) ซึ่งพจนานุกรมของโกรฟ (Grove's Dictionary) อธิบายว่าเป็นการปรับปรุงรูปแบบของวอลทซ์ให้เป็นดนตรีอย่างแท้จริง การเต้นวอลทซ์ที่มีการจับคู่แบบใหม่นี้ ในตอนแรกได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายศาสนจักร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ปกครองมีการเสียดสีเยาะเย้ยเพื่อมิให้สาวๆ เข้าร่วมในการเต้นรำ แต่สภาพการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ในที่สุดสังคมก็ยอมรับการเต้นรำแบบใหม่นี้เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ (Alexander) แห่งรัสเซียได้เต้นรำจังหวะวอลทซ์ที่อัลแมค (Almack's Hall) ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับผู้มีเกียรติยศชั้นสูง

     ความก้าวหน้าของการเต้นรำที่เราเรียกว่าเป็นการเต้นรำสมัยใหม่เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ.1830-1840 เมื่อมีการเต้นรำแบบใหม่ๆ มากขึ้น รวมทั้งการเต้นโพลก้า (Polka) ซึ่งมีกำเนิดจากโบฮีเมีย (Bohemia) และ มาเซอร์ก้า (Mazurka) จากโปแลนด์ ในขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มที่จะตัดลวดลายการเต้นที่เคยมีมา เช่น อองเตรอะชา และรองด์เดอชองเบอะ ซึ่งอยู่ในการเต้นรำแบบ "กาดริย์" และการเต้นรำ
แบบอื่นๆ ออกไป 

     เมื่อสิ้นสุดสมัยพระนางวิคตอเรีย (Victoria era) การเต้นรำแบบบอลรูมมีแนวโน้มว่าจะหยุดอยู่กับที่ ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่าเนื่องจากขาดการพัฒนารูปแบบการเต้นแบบใหม่ๆ 
     มีการนำการเต้นแบบทูสเต็ป (Two Step) ซึ่งนิยมเต้นกันในนิวยอร์กเข้ามาในอังกฤษ แต่เป็นการเต้นแบบ "แชสเซ่อาตรัวปาส" (Chassé  À  Trois Pas) จนกระทั่งในตอนต้นศตวรรษที่ 20 นี้ ก็ได้มีการเต้นรำแบบใหม่ๆ ที่ใช้เต้นกับดนตรีจังหวะวอลทซ์ที่เรียกว่าการเต้น "บอสตัน" (Boston) และการเต้น "แร็ก" (Rag) ซึ่งการเต้นรำแบบใหม่ๆนี้เป็นที่นิยมของคนหนุ่มสาวซึ่งเบื่อหน่ายวอลทซ์และการเต้นรำแบบใหม่นี้ก็ได้สร้างความมีชีวิตชีวาให้แก่สถานที่เต้นรำขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

     เยาวชนซึ่งเต้นรำตามสโมสรต่างๆ ก่อนหน้าสงครามปี ค.ศ.1914 ได้เปลี่ยนแปลงเทคนิคและรูปแบบการเต้นรำของครูเก่าๆ เกี่ยวกับการก้าวเท้า 5 ตำแหน่ง และการเคลื่อนไหวที่สวยงาม และเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงการเต้นขึ้นโดยบรรดานักเต้นรำด้วยกันเอง ซึ่งเทคนิคการเต้นรำใหม่นี้มีพื้นฐานจากการเคลื่อนไหวตามธรรมชาตินั่นเอง และการเกิดขึ้นของการเต้นรำในจังหวะฟอกซ์ทร็อต (Foxtrot)  

     การเต้นรำที่ไม่มีกฎเกณฑ์นี้เกิดขึ้นจนกระทั่งปี ค.ศ.1918 หลังจากที่มีการประกาศยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงได้เริ่มมีการวางกฎเกณฑ์ขึ้นในปี ค.ศ.1920 โดย "เดอะด๊านซิ่งไทม์" (The Dancing Times) ได้จัดให้มีการประชุมครูสอนเต้นรำขึ้นอย่างไม่เป็นทางการเพื่อพยายามวางกฎเกณฑ์ และแบบแผนของการเต้นฟอกซ์ทร็อตและวันสเต็ป (One Step) ให้เป็นมาตรฐาน และได้มีการสาธิตการเต้นรำจังหวะฟอกซ์ทร็อต โดยมี มัวไรซ์และลีโอโนรา ฮิวส์ (Maurice and Leonora Hughes) เป็นผู้สาธิตการเต้นด้วย ซึ่งครูสอนเต้นรำเหล่านี้เป็นกลุ่มนักเต้นรำรุ่นแรกๆ ของโลก ที่รับรู้ว่าการเต้นรำแบบเก่าๆ หมดไปแล้ว และได้พัฒนาเทคนิคการเต้นรำแบบบอลรูมใหม่ (Modern Ballroom) ให้มีพื้นฐษนการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ ด้วยการก้าวเท้าไปตามแนวทิศทางของการเดิน (Alignment) ในการลีลาศ 

     ต่อมาในปี ค.ศ.1924 ครุสอนเต้นรำกลุ่มนี้ได้เลือกตั้งคณะกรรมการของสมาคมครูสอนเต้นรำในสาขาการเต้นรำแบบบอลรูมขึ้นเป็นครั้งแรก (Committee of the "Ballroom Branch" of the Imperial Society of Teachers of Dancing) ซึ่งคณะกรรมการชุดแรกนี้ประกอบด้วย โจเซฟิน แบรดเลย์ , อีฟ ทีนนีเกท สมิช , มัวรีล ซิมมอนส์ , ลิสลี ฮัมฟรีย์ และวิคเตอร์ ซิลเวสเตอร์ สมาคมครูสอนเต้นรำนี้ได้พัฒนาและกำหนดแบบแผนการเต้นรำมาจนถึงปัจจุบันที่เรียกกันว่าการเต้นรำ "สไตล์อังกฤษ" ซึ่งได้รับการเผยแพร่และมีอิทธิพลไปทั่วโลก

ห้องบอลรูมเอ็มเพรส เมืองแบลคพูล  
     ในปี ค.ศ.1929 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการลีลาศ (Official Board of Ballroom Dancing) ขึ้นในประเทศอังกฤษและได้ทำหน้าที่จัดการแข่งขันลีลาศขึ้นทุกปีโดยเริ่มจัดแข่งขันชิงแชมเปี้ยนสหราชอาณาจักรขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองแบลคพูล (Blackpool) 

     ปี ค.ศ.1950 ประเทศต่างๆ ได้ร่วมกันก่อตั้งสภาการลีลาศนานาชาติขึ้น (Internatinal Council of Ballroom Dancing: I.C.B.D.) และในปีเดียวกันนี้ได้มีการนำจังหวะเต้นรำใหม่ๆ มาเผยแพร่อีก เช่น จังหวะแมมโบ้ และ ชา ชา ช่า เป็นต้น และในปี ค.ศ.1953 ได้จัดให้มีการแข่งขันลีลาศชิงแชมเปี้ยนระหว่างประเทศขึ้นที่ อับเบิร์ตฮอลล์ ในลอนดอน 

     ปี ค.ศ.1959 ได้มีการจัดแข่งขันลีลาศชิงแชมเปี้ยนโลกขึ้นที่ประเทศอังกฤษ โดยจัดแข่งขันทั้งประเภทสมัครเล่นและอาชีพ ตามกฎเกณฑ์ที่สภาการลีลาศระหว่างประเทศกำหนด จังหวะที่จัดให้มีการแข่งได้แก่ วอลทซ์แบบอังกฤษ ฟอกซ์ทร็อต แทงโก้ ควิกสเตป และควิกวอลทซ์หรือเวียนนิสวอลทซ์ ในโอกาสนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ได้แนะนำการเต้นรำจังหวะร็อคแอนด์โรลให้ชาวโลกได้รู้จัก 

     ในสหรัฐอเมริกาปี ค.ศ.1960 มีการเต้นรำจังหวะใหม่ๆ ซึ่งเกิดขึ้นโดยอเมริกันนิโกร คือ จังหวะทวิสต์ (Twist) การเต้นรำจะใช้การบิดลำตัว เข่าโค้งงอ การเต้นไม่จำเป็นต้องจับคู่กัน คือต่างคนต่างเต้น และจังหวะฮัลเซ่ล ซึ่งได้รับความนิยมไปทั่วโลก 

     ปี ค.ศ.1970 จังหวะการเต้นรำที่เรียกว่าดิสโก้ ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นจังหวะที่ผู้เต้นสามารถเต้นได้ตามลำพัง และรูปแบบการเต้นการเคลื่อนไหวขึ้นอยู่กับผู้เต้นเอง เป็นการเต้นรำที่ผู้เต้นมีอิสระในการเคลื่อนไหวอย่างมาก ในปัจจุบันมีการเต้นรำแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกหลายจังหวะ

                                                     การลีลาศในประเทศไทย 


แหม่มแอนนา
     การลีลาศในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อใดนั้นไม่มีหลักฐานยืนยันได้แน่ชัด สันนิษฐานกันว่าได้เผยแพร่เข้ามาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จุลศักราช 1226 โดยชาวต่างชาติจากบันทึกของแหม่มแอนนาทำให้มีหลักฐานเชื่อได้ว่า เมืองไทยมีคนลีลาศเป็นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และบุคคลที่ได้รับการยกย่องให้เป็นนักลีลาศคนแรกก็คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง ตามบันทึกของแหม่มแอนนาเล่าว่า แหม่มแอนนาพยายามสอนพระองค์ท่านให้รู้จักวิธีการเต้นรำแบบสุภาพ ซึ่งเป็นที่นิยมของชาติตะวันตก หลังจากที่ได้ดูละครซึ่งแสดงกันในวังแล้วก็เลยมาคุยกันถึงเรื่องการเต้นรำ พร้อมกับแสดงท่าบอกจังหวะวอลทซ์นั้นหรูมาก เขาเต้นกันในวังยุโรป เต้นอย่างนี้ พระองค์ท่านก็ฟังอยู่เฉยๆ ไม่ออกความเห็นอย่างไร แต่พอแหม่มแอนนางงไปเลย ทูลถามว่าใครเป็นคนสอนให้พระองค์ท่านก็ไม่ตอบ จึงไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สอนพระองค์ สันนิษฐานกันว่าพระองค์ท่านคงจะศึกษาจากตำราด้วยพระองค์เอง

ลีลาศสมัยรัชกาลที่ 5
     ในสมัยรัชกาลที่ 5 การเต้นรำยังไม่เป็นที่นิยมกว้างขวางนัก ส่วนใหญ่มักจะเต้นจังหวะวอลทซ์เพียงอย่างเดียว และบางครั้งก็เอาการเต้นรำจังหวะวอลทซ์ไปสอดแทรกในการแสดงละครด้วย เช่น เรื่องพระอภัยมณีตอนที่กล่าวถึงนางละเวงได้กับพระอภัยมณี 

     ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทุกปีที่มีงานเฉลิมพระชนมพรรษาก็จะจัดให้มีการเต้นรำขึ้นในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว     เป็นประธาน ซึ่งบรรดาทูตานุฑูตทั้งหลายต้องเข้าเฝ้า ส่วนแขกที่จะไปร่วมงานได้ต้องได้รับบัตรเชิญเท่านั้นจึงจะเข้าไปร่วมงานได้

     ในสมัยรัชการที่ 7 การลีลาศได้รับความนิยมมากขึ้นจนเกิดมีสถานที่ลีลาศขึ้นหลายแห่ง เช่น ห้อยเทียนเหลา เก้าชั้นคาเธ่ย์และโลลิต้าเป็นต้น 

     ในปี ค.ศ.2475 นายหยิบ ณ นคร ซึ่งได้มีโอกาศเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.2459 และได้ศึกษาวิชาลีลาศไปด้วย ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย โดยได้เข้าร่วมแข่งขันลีลาศชิงแชมป์เปี้ยนภาคเหนือของลอนดอน และได้รับชัยชนะในจังหวะฟอกซ์ทร็อต และวอลทซ์ ได้ร่วมกับหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ จัดตั้งสมาคมเกี่ยวกับการเต้นรำขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “สมาคมสมัครเล่นเต้นรำ” มีหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ เป็นนายกสมาคม นายหยิบ ณ นคร เป็นเลขาธิการสมาคม สำหรับกรรมการสมาคมก็ล้วนแต่เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ได้แก่ หลวงเฉลิมสุนทรกาญจน์ พระยาปกิตกลสาร พระยาวิชิต นายแพทย์เติม บุนนาค หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ และหลวงชาติตระการโกศล สำหรับสถานที่ตั้งสมาคมนั้นไม่แน่นอน วนเวียนไปตามบ้านสมาชิกแล้วแต่สะดวก การตั้งเป็นสมาคมนี้ ไม่ได้จดทะเบียนให้เป็นที่ถูกต้องแต่อย่างใด สมาชิกของสมาคมส่วนมากเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มักพาลูกของตนมาเต้นรำด้วย ทำให้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการจัดงานเต้นรำขึ้นบ่อยๆ ที่สมาคมคณะราษฎร์และวังสราญรมย์ และที่วังสราญรมย์นี้เป็นสถานที่ที่จัดให้มีการแข่งขันเต้นรำขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งผู้ชนะเลิศเป็นแชมเปี้ยนคู่แรก คือ พลเรือตรีเฉียบ แสงชูโต และประนอม สุขุม

     ระหว่างปี พ.ศ.2475-2476 มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งเรียกสมาคมสมัครเล่นเต้นรำว่าสมาคม...(คำผวนของคำว่าเต้นรำ) ซึ่งฟังดูแล้วไม่ไพเราะหู ดังนั้นหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ จึงบัญญัติศัพท์คำว่า “ลีลาศ” ขึ้นแทนคำว่า “เต้นรำ” ต่อมาสมาคมสมัครเล่นเต้นรำก็สลายตัวไป แต่ก็ยังมีการชุมนุมกันของครูลีลาศอยู่เสมอ โดยมีนายหยิบ ณ นคร เป็นผู้ประสานงาน โดยเฉพาะในการส่งนักลีลาศของไทยไปแข่งขันยังต่างประเทศ รวมทั้งให้การต้อนรับนักลีลาศชาวต่างประเทศที่มาเยี่ยมหรือมาแข่งขันในเมืองไทย

     การลีลาศซบเซาลงไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งนี้ด้วย จนกระทั่งสงครามสงบลงในเดือนกันยายน พ.ศ.2488 วงการลีลาศของไทยก็เริ่มฟื้นตัวขึ้น มีโรงเรียนสอนลีลาศเกิดขึ้นหลายแห่ง โดยเฉพาะสาขาบอลรูมสมัยใหม่ (MODERN BALLROOM BRANCH) ที่อาจารย์ยอด บุรี ซึ่งไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษได้นำมาเผยแพร่ ทำให้การลีลาศซึ่งศาสตราจารย์ศุภชัย วานิชวัฒนา เป็นผู้นำอยู่ก่อนแล้ว เจริญขึ้นเป็นลำดับ 

     ต่อมาได้มีบุคคลชั้นนำในการลีลาศซึ่งเคยเป็นผู้ชนะเลิศสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อาทิ อุไร โทณวณิก , กวี กรโกวิท , จำลอง มาณยมณฑล , ปัตตานะ เหมะสุจิ และนายแพทย์ประสบ วรมิศร์ ได้หารือกันถึงแนวความคิดที่จะรวมนักลีลาศทั้งหมดให้อยู่ในสมาคมเดียวกัน เพื่อเป็นการผนึกกำลัง และช่วยกันปรับปรุงมาตรฐานการลีลาศทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งทุกคนเห็นชอบร่วมกัน จึงมีการร่างระเบียบข้อบังคับขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการลีลาศให้มีแบบแผนขึ้น ผดุงไว้ซึ่งวัฒนธรรมและมารยาท ในการเข้าสังคมแบบสุภาพชน และได้ยื่นจดทะเบียนเป็นสมาคมตามกฎหมายเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2491 ซึ่งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติได้อนุญาตให้จัดตั้ง “สมาคมลีลาศแห่งประเทศไทย” เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2491 โดยหลวงประพันธ์ไพรัชภาค เลขาธิการสภาวัฒนธรรมในขณะนั้นเป็นผู้ทำพิธีเปิดสมาคมฯ อย่างเป็นทางการ และมีหลวงประกอบนิติสาร เป็นนายกสมาคมคนแรก ซึ่งปัจจุบันสมาคมลีลาศแห่งประเทศไทยเป็นสมาชิกของสภาการลีลาศนานาชาติ ด้วยประเทศหนึ่ง 

ประเภทของลีลาศ

                การลีลาศตามหลักมาตรฐานสากล หรือการเต้นรำแบบบอลรูม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

     1. ประเภทบอลรูม หรือโมเดิร์น หรือสแตนดาร์ด (Ballroom or Modern or Standard)

   การลีลาศประเภทนี้จะมีลักษณะการเต้นและท่วงทำนองดนตรีที่เต็มไปด้วยความสุภาพ นุ่มนวล อ่อนหวาน สง่างาม และเฉียบขาด ลำตัวของผู้ลีลาศจะตั้งตรงผึ่งผาย ขณะก้าวนิยมลากเท้าสัมผัสไปกับพื้น จังหวะที่จัดอยู่ในการเต้นรำประเภทนี้มี 5 จังหวะ คือ


                                                     1.1 ควิกสเตป (Quick Step)


                                                          1.2 วอลซ์ (Waltz)


                         1.3 ควิกวอลซ์ หรือเวียนนิสวอลซ์ (Quick Waltz or Viennese Waltz)


                                             1.4 สโลว์ฟอกซ์ทรอต (Slow Foxtrot)

                    
                                                        1.5 แทงโก้ (Tango)     

                                          2. ประเภทละตินอเมริกัน (Latin American)

   การลีลาศประเภทนี้จะมีลักษณะการเต้นที่คล่องแคล่ว ปราดเปรียวกว่าประเภทบอลรูม ส่วนใหญ่จะใช้สะโพก เอว ขา และข้อเท้าเป็นส่วนใหญ่ ท่วงทำนองดนตรี และจังหวะจะเร้าใจและสนุกสนานร่าเริง จังหวะที่จัดอยู่ในการเต้นรำนี้มี 5 จังหวะ คือ


                                                  2.1 คิวบัน รัมบ้า (Cuban Rumba)

                                                  2.2 ชา ชา ช่า (Cha Cha Cha)

                                                              2.3 แซมบ้า (Samba)

                                                              2.4 ไจฟว์ (Jive)

                                          2.5 พาโซโดเบล้ หรือพาโซโดเบิ้ล (Paso Doble)


    สำหรับการลีลาศในประเทศไทยนั้น ยังมีการเต้นรำที่จัดอยู่ในประเภทเบ็ดเตล็ด (Pop and Social Dance) อีกหนึ่งประเภท ซึ่งจังหวะที่นิยมลีลาศกัน ได้แก่ จังหวะบีกิน (Beguine) อเมริกัน รัมบ้า (American Rumba) กัวราช่า (Guaracha) ออฟบีท (Off-Beat) ตะลุง เทมโป้ (Taloong Tempo) และร็อค แอนด์ โรลล์ (Rock and Roll) เป็นต้น


กติกาของลีลาศ


เครื่องแต่งกายในการแข่งขัน


     สำหรับการแข่งขันทั้งหมดที่ได้จัดขึ้นโดย สหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ ภายใต้กติกาข้อที่ 5 การแต่งกายของผู้เข้าแข่งขัน มีเกณฑ์ ดังนี้
สำหรับทุกๆ เกณฑ์อายุ: ส่วนสะโพกของฝ่ายหญิง ต้องปกปิดไว้ให้มิดชิดตลอดเวลา ประธานกรรมการ หรือผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา ของสหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ มีอำนาจที่จะตัดสิทธิ์คู่แข่งขัน ที่สวมใส่ชุดแข่งขันที่ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบของข้อนี้ นอกเหนือจากนี้แล้ว คณะกรรมการบริหารของสหพันธ์ฯ จะลงโทษทางวินัย ไม่ให้สิทธิ์คู่แข่งขัน เข้าร่วมในการแข่งขันต่างๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง 

คู่แข่งขัน

1. คำจำกัดความของคู่แข่งขัน 
    คู่แข่งขัน 1 คู่ จะประกอบด้วย ชาย 1 คน และคู่เต้นที่เป็นหญิง 1 คน 
2. คู่แข่งขันที่ต่างสัญชาติกัน 
  1.1 คู่แข่งขันที่เคยเป็นตัวแทนประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่อนุญาตให้เป็นตัวแทนของประเทศอื่นอีก จนกว่าเวลาจะผ่านพ้น
        ไป 12 เดือน 
  2.2 ในกรณีที่เป็นการแข่งขัน ที่จัดโดยคณะกรรมการโอลิมปิคสากล ( IOC ) หรือสมาคมเวิลด์เกมส์นานาชาติ (IWGA) 
        ไม่อนุญาตให้คู่แข่งขันที่ต่างสัญชาติกัน เข้าร่วมทำการแข่งขัน เพื่อให้เป็นไปตามกฎของคณะกรรมการโอลิมปิค
        สากลคู่แข่งขันที่เป็นตัวแทนของชาตินั้น นักแข่งขันแต่ละคน จะต้องมีหนังสือเดินทางของชาติของตน ซึ่งส่งโดย
        สมาคมที่เป็นสมาชิกของ สหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ  
  2.3  การแข่งขันชิงถ้วย Formation ของสหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ (IDSF Championships/
        Cups Formation) อย่างน้อยต้องมีนักกีฬาเข้าแข่งขันจำนวน 12 คน ในหนึ่งทีม ที่จะต้องจัดส่งหนังสือเดิน
        ทางของชาติตนเอง โดยสมาคมที่เป็นสมาชิกของสหพันธ์ฯ 

วิธีการจัดการแข่งขันระดับนานาชาติต่างๆ

1. ประธานกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง จากคณะกรรมการบริหารของสหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ (โดยไม่ต้องผ่านการเลือก
    ตั้ง) ซึ่งรับผิดชอบในการควบคุมดูแล การแข่งขันที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์ ในการแข่งขันนานาชาติใด ที่ประธาน
    กรรมการไม่ได้ถูกแต่งตั้งโดยสหพันธ์ ผู้จัดการแข่งขันจะต้องแต่งตั้งประธานเอง (โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง) 
2. กรรมการผู้ตัดสินในการแข่งขันระดับนานาชาติต่างๆ จะต้องมีกรรมการผู้ตัดสิน ทำหน้าที่ตัดสินอย่างน้อย 7 คน โดยเป็น
    ไปตามกติกาข้อที่ 5 ข้อย่อยที่ 1, 2, 4 a - c และ 7 กรรมการผู้ตัดสินอย่างน้อย 5 คน ในข้อย่อยที่ 3, 5, 6 และ 8
    กรรมการผู้ตัดสินอย่างน้อย 3 คน ในการแข่งขันประเภท ทีม - คู่ ( Team Matches ) 
3. สำหรับการแข่งขันต่างๆ ที่อยู่ภายใต้กติกาข้อที่ 5 ยกเว้นข้อย่อยที่ 5 และ 6 กรรมการผู้ตัดสินของสหพันธ์กีฬาลีลาศ
    นานาชาติ จะต้องมีใบอนุญาตเป็นผู้ตัดสินของสหพันธ์ฯ  
4. กรรมการผู้ตัดสินของการแข่งขัน ครอบคลุมโดยกติกาข้อที่ 5 ข้อย่อยที่ 1-4 a+b, 7 และ 8 จะต้องได้รับการแต่งตั้ง
    จากคณะกรรมการบริหารของสหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ กรรมการผู้ตัดสินอย่างน้อย 7 คน ในการตัดสินการแข่งขัน
    ระดับนานาชาติ  
5. สำหรับการแข่งขันภายใต้กติกาข้อที่ 5 ข้อย่อยที่ 1-4, 7 และ 8 คณะกรรมการผู้ตัดสินจะต้องเชิญจากประเทศต่างๆ
    ที่ไม่ซ้ำกัน
6. ในทุกๆ การแข่งขันระดับนานาชาติ คณะกรรมการผู้ตัดสิน จะต้องได้รับการรับรองเป็นทางการ โดยคณะกรรมการบริหาร
    ของสหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ  
7. ไม่อนุญาตให้กรรมการผู้ตัดสิน ทำหน้าที่ตัดสินคู่ของตัวเอง ในการแข่งขันที่จัดขึ้นสหพันธ์กีฬาลีลาศนานาชาติ





มารยาทในการลีลาศ


1. ไม่ควรสูบบุหรี่หรือขบเคี้ยวของขณะลีลาศ 
  2. ต้องลีลาศไปตามทิศทางที่ถูกต้อง 
    3. ควรแต่งกายให้ถูกต้องตามกาละเทศะ 
      4. ให้ความสนใจคู่ลีลาศของตน 
        5. ไม่แสดงความเบื่อหน่ายคู่ลีลาศของตน 
          6. อย่าแสดงความสนใจคู่ลีลาศอื่น 
            7. หากจำเป็นต้องพูดคุยกับผู้อื่นในขณะลีลาศ ควรแนะนาคู่ลีลาศให้รู้จักด้วย 
              8. ไม่ร้องเพลงคลอเสียงดนตรีขณะลีลาศ 
                9. ถ้าจะเปลี่ยนคู่ลีลาศ ควรพอใจด้วยกันทั้งสองฝุาย 
                  10. ไม่สอนลวดลายใหม่ขณะที่ลีลาศอยู่บนฟลอร์
                      11. การลีลาศโดยไม่จับคู่ถือว่าไม่สุภาพ


                    มารยาทในการลีลาศของสุภาพบุรุษ

                                               1. ไม่ควรยืนข้างฟลอร์เฉยๆ 
                                          2. ไม่ตัดคู่ขอลีลาศกับสุภาพสตรีที่กำลังลีลาศอยู่ เมื่อยังมีสตรีอื่นไม่ได้ออกลีลาศ
                                     3. ควรเดินนำหน้าเพื่อขอทาง โดยยื่นมืออีกข้างให้สุภาพสตรีจับถ้าฟลอร์แน่น 
                                 4. เมื่อจบเพลงควรเดินตามไปส่งให้ถึงที่นั่ง พร้อมกับกล่าวขอบคุณ
                            5. ไม่ควรนำลีลาศในลวดลายที่ยาก
                         6. ถ้าจะขอลีลาศกับสุภาพสตรีอื่น ต้องขออนุญาตคู่ลีลาศของเขาก่อน และให้สุภาพสตรีพอใจที่จะลีลาศ
                       ด้วย

                        มารยาทในการลีลาศของสุภาพสตรี

                          1. พยายามเป็นผู้ตาม 
                              2. รับการขอลีลาศจากสุภาพบุรุษเสมอ
                                  3. กล่าวรับคำขอบคุณของสุภาพบุรุษอย่างสุภาพ 
                                       4. เมื่อปฏิเสธการลีลาศจากสุภาพบุรุษคนหนึ่งแล้ว ไม่ควรออกลีลาศกับสุภาพบุรุษอื่นใน
                                             จังหวะนั้น


ประโยชน์ของลีลาศ
1. ทำให้มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ และมีสมรรถภาพทางกายดีขึ้น
2. ช่วยพัฒนาทักษะทางกลไก (Motor Skill) ให้ดียิ่งขึ้น
3. ทำให้มีบุคลิกภาพในด้านการเคลื่อนไหวที่ดูสง่างามยิ่งขึ้น
4. ช่วยผ่อยคลายความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ
5. ทำให้มีชีวิตยืนยาว และปรับตัวเข้ากับสังคมได้อย่างมีความสุข
6. ส่งเสริมให้รู้จักการเข้าสังคม รู้จักการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยดี ทำให้มีเพื่อนและสมาชิกเพิ่มมากขึ้น
7. ส่งเสริมให้มีความเชื่อมั่นในตนเองและกล้าแสดงออกในทางสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม
8. ส่งเสริมให้รู้จักการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
9. เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี


             ตัวอย่างของการเต้นลีลาศ แบบแทงโก้: อาร์เจนตินา (Tango: Argentina)






อ้างอิง: http://www.bjthailand.info/dance.php
           http://courseware.rmutl.ac.th/courses/40/unit101.htm
           http://www.mwit.ac.th/~jat/contents/40106/history.pdf
           http://writer.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=259953&chapter=1
           http://www.sport-za.com/article/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A8-1431-0-0.html
           http://www.youtube.com/watch?v=bXhQNRsH3uc&feature=fvwrel

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น